เดอะ ฮอบบิท: ดินแดนเปลี่ยวร้างของสม็อค Backdrop Blur
เดอะ ฮอบบิท: ดินแดนเปลี่ยวร้างของสม็อค Poster

เดอะ ฮอบบิท: ดินแดนเปลี่ยวร้างของสม็อค

"เดอะ ฮอบบิท: ดินแดนเปลี่ยวร้างของสม็อค"

หลังจากรอดพ้นมาได้เมื่อตอนเริ่มต้นอย่างสุดคาดคิด เหล่าคณะยังคงมุ่งหน้าไปทางตะวันออก ระหว่างทางได้พบกับโบออนผู้เปลี่ยนผิวได้และฝูงแมงมุมยักษ์ในป่าเมิร์กวูดที่อันตราย หลังหลบหนีจากการถูกเอล์ฟป่าที่อันตรายจับตัวไว้ พวกคนแคระเดินทางไปยัง Lake-town จนพบกับหุบเขาเดียวดายที่พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับความอันตรายที่โหดร้ายมากที่สุดอย่างมังกรสมอว์ก ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวกว่าสิ่งอื่นใด มันไม่ได้มาทดสอบความกล้าหาญที่อยู่ในตัวพวกเขาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงมิตรภาพของพวกเขาและไหวพริบแห่งการผจญภัยอีกด้วย

นักแสดงนำ

  • Ian McKellen

    Ian McKellen

    Gandalf the Grey

  • มาร์ติน ฟรีแมน

    มาร์ติน ฟรีแมน

    Bilbo Baggins

  • Richard Armitage

    Richard Armitage

    Thorin Oakenshield

  • เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์

    เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์

    Smaug / Sauron

  • ออร์แลนโด บลูม

    ออร์แลนโด บลูม

    Legolas

  • Evangeline Lilly

    Evangeline Lilly

    Tauriel

  • ลี เพซ

    ลี เพซ

    King Thranduil

  • Luke Evans

    Luke Evans

    Bard / Girion

  • Stephen Fry

    Stephen Fry

    The Master of Laketown

เรื่องย่อ

หลังจากรอดพ้นมาได้เมื่อตอนเริ่มต้นอย่างสุดคาดคิด เหล่าคณะยังคงมุ่งหน้าไปทางตะวันออก ระหว่างทางได้พบกับโบออนผู้เปลี่ยนผิวได้และฝูงแมงมุมยักษ์ในป่าเมิร์กวูดที่อันตราย หลังหลบหนีจากการถูกเอล์ฟป่าที่อันตรายจับตัวไว้ พวกคนแคระเดินทางไปยัง Lake-town จนพบกับหุบเขาเดียวดายที่พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับความอันตรายที่โหดร้ายมากที่สุดอย่างมังกรสมอว์ก ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวกว่าสิ่งอื่นใด มันไม่ได้มาทดสอบความกล้าหาญที่อยู่ในตัวพวกเขาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงมิตรภาพของพวกเขาและไหวพริบแห่งการผจญภัยอีกด้วย

คะแนน

7.6 / 10
14,108 รีวิว
14 ยอดนิยม

6 รีวิว

  • Andres Gomez
    Andres Gomez
    7 9 ก.พ. 2557

    The second part amends the fiasco of the first one. Spectacular and, again, with several moments of the already classic "platform-like" fights on the run from these series of movies that could be enhanced if some sense would be given to them. Still, the staging of every location and, remarkably, Smaug, is worth seeing.

  • Dark Jedi
    Dark Jedi
    7 19 เม.ย. 2557

    7 out of 10 stars would normally be considered quite okay and I guess you could say that this movie is quite okay. However, it has a reputation to live up to. As a movie in the Tolkien universe and with LOTR and The Hobbit: An Unexpected Journey this movie have a lot to live up to and, as far as I am concerned, it does not. As an action/adventure/fantasy movie it is a quite okay movie. It has a lot of action of course, a lot of adventure and a lot of special effects. Of course everything plays out with the Tolkien universe as a back-drop. I guess it is rather superfluous to mention that the movie is based on the book The Hobbit by Tolkien. However it is here the problems start. In my review of The Hobbit: An Unexpected Journey the first thing that I mentioned was that you should be aware of the fact that the movie did not follow the book in any great detail and that this was quite okay since the extensions were well made. Well, it should be no surprise that the first part of this statement is valid for this movie as well. Unfortunately, whereas the first movie felt like a fluid extension of the book this one feels like it is just full of fillers. There are a lot of cool scenes and a lot of action but it really feels like it was just put in there as fillers to showcase the special effects. Speaking of special effects, quite a few of them where rather unimpressive I have to say. The scenes where the dwarfs went down the rapids in barrels frequently looked plastic and artificial. The scenes with Smaug was not too bad even though he was quite overused but the parts around the forges was just plain ridiculous. I know it is fantasy but come one, getting them started and producing tons and tons of molten gold in a few minutes not to mention riding on molten metal without getting burned was just silly. On the whole I found it an enjoyable movie but I was expecting more.

  • Tom Goetz
    Tom Goetz
    4 15 ม.ค. 2561

    Jackson turned a great story into just another Prates of the Caribbean. Jumping, sliding, gags, etc. All the thinking parts are gone.

  • Gimly
    Gimly
    6 20 ม.ค. 2562

    I'm happy to be back in this world, but _Empire_ this ain't. _Final rating:★★★ - I liked it. Would personally recommend you give it a go._

  • r96sk
    r96sk
    8 21 ก.พ. 2564

    Still very good, but I found 'The Hobbit: The Desolation of Smaug' to be a step below the preceding 2012 release. The conclusion is what affects it the most, in my opinion. It isn't anything bad, but it goes on for too long - yet the ending itself comes out of nowhere a little. It's iffily crafted, with the entertainment value not enough to cover it up. Again, nothing anywhere near terrible... just not as great as I wanted/expected. I also kinda wanted more scenes with Martin Freeman (Bilbo) across the midway point. I like the focus on Richard Armitage (Thorin) & Co. but I felt there needed to be more with the lead - and with Ian McKellen (Gandalf), for that matter. I've led with my negatives first, but I have many positives too. I enjoyed the scenes in Esgaroth with Luke Evans (Bard), all of the stuff there looks awesome. The character of Tauriel, played by Evangeline Lilly, is cool. Orlando Bloom (Legolas) remains fun to watch. Everything else, including the score, is very nicely done - as anticipated. Love the end credits song ("I See Fire") by Ed Sheeran, by the way. Not quite as grand and great as "May It Be" from LOTR, but it's pretty close!

  • CinemaSerf
    CinemaSerf
    7 2 เม.ย. 2566

    I'm afraid I still really struggled with the lightweight casting here, but once I'd convinced myself to get over that, I found this to be a far more characterful and entertaining adventure. With the dragon "Smaug" now safely in possession of the gold, it falls to "Thorin" (Richard Armitage) and his band of dwarves to make their way - via the misty mountains and the realm of the elves - to the human settlement of "Laketown" where the nimble-fingered "Bilbo" (Martin Freeman) must find and use a secret way into the lair so he can try to repossess the "Arkenstone". Meantime, the mischievous "Gandalf" (Sir Ian McKellen) is off having escapades of his own in the South? Will they rendezvous in time to thwart the increasingly narked fire-breather. What is clear here is that some of the philosophising from the book is very much on the back burner. This is an out-and-out action movie with loads of combat scenes, some very clever visual effects that almost rendered me a bit sea-sick at times - all built around a solid story of companionship and determination. Characters are playing to their strengths and weaknesses; relationships are being forged and challenged; courage is being found - and lost and it's all enjoyable and engaging to watch on the big screen. Maybe I could have been doing without the romantic interludes (yuk!) but for the most part this is a great looking and visionary interpretation that just happens to have a cast that really should have been so much better. A good, not a great, watch that tees us up nicely for the finale.

ตัวอย่างและคลิป

ภาพยนตร์แนะนำ

เดอะ ฮอบบิท: สงครามห้าทัพ

บทสรุปการผจญภัยของบิลโบ แบ๊กกินส์, ธอริน โอเคนชีลด์และคณะคนแคระที่ทวงคืนบ้านเกิดของตนจากมังกรสมอว์ก ซึ่งเหล่าคณะได้ปลุกพลังอันชั่วร้ายขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ สมอว์กโกรธแค้นและได้พ่นไฟทำร้ายมนุษย์ทั้งหญิงชายและเด็กๆ ที่ไม่มีทางสู้ในเมืองทะเลสาบด้วยความเดือดแค้น ด้วยความต้องการที่อยากจะไปทวงคืนทรัพย์สมบัติ ธอรินยอมเสียสละมิตรภาพและเกียรติยศเพื่อใส่ร้ายว่าเป็นแผนชั่วของบิลโบ เพื่อทำให้เขาเห็นเหตุผลที่ควรให้ฮอบบิทเดินหน้าต่อไปท่ามกลางความรุนแรงและภัยอันตราย แต่กลับมีอันตรายที่โหดร้ายกว่ารออยู่เบื้องหน้า ซึ่งไม่มีใครมองเห็นได้นอกจากพ่อมดแกนดัล์ฟ ศัตรูผู้ยิ่งใหญ่อย่าซอรอนได้เคลื่อนทัพไปพร้อมกับกองทัพออร์คเพื่อแอบซุ่มโจมตีที่หุบเขาเดียวดาย การต่อสู้ของพวกเขาทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ คณะคนแคระ พวกเอล์ฟและมนุษญ์ต้องเลือกว่าจะร่วมมือกันหรือยอมถูกทำร้าย ชีวิตการต่อสู้ของบิลโบและเพื่อนๆ ของเขาต้องอยู่ใน Battle of the Five Armies อันยิ่งใหญ่ เมื่ออนาคตของมิดเดิ้ลเอิร์ธต้องอยู่บนความสมดุล

เดอะ ฮอบบิท: สงครามห้าทัพ

7.3 2014
เดอะ ฮอบบิท: การผจญภัยสุดคาดคิด

เป็นเรื่องราวการเดินทางผจญภัยของตัวละคร บิลโบ แบ็กกินส์ ผู้ถูกต้อนเข้าสู่ภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการทวงคืนอาณาจักรคนแคระแห่งเอเรบอร์ที่สาปสูญหลังจากได้รับชัยชนะจากมังกรสมอว์กมาอย่างยาวนาน เขาถูกทาบทามโดยไม่รู้เรื่องโดยแกนดัล์ฟ พ่อมดเทา บิลโบพบว่าตัวเองต้องร่วมทางกับคนแคระทั้ง 13 ที่นำโดยนักรบในตำนานอย่างธอริน โอเคนชีลด์ การเดินทางของพวกเขาจะนำพวกเขาสู่ป่ารกร้าง ท่ามกลางดินแดนแห่งความไม่น่าไว้วางใจของสิ่งมีชีวิตมากมาย พร้อมด้วยพวกพราย, ออร์ค ,หมอผีและหมาป่าวอร์กที่อันตราย แต่สิ่งแรกที่พวกเขาต้องทำคือหนีออกจากอุโมงค์ก็อบลินที่บิลโบได้พบกับสัตว์ประหลาดที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาลอย่าง...กอลลัม ณ ที่นี้ บิลโบ ต้องอยู่กับกอลลัมตามลำพังบนชายฝั่งใต้ดิน บิลโบ แบ๊กกิ้นส์ผู้สุภาพไม่ได้พบแค่ความฉลาดและความกล้าที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ที่สร้างความประหลาดใจให้เขาเท่านั้น แต่เขายังได้ครองแหวนแห่งกอลลัมที่ “ล้ำค่า” ที่กอลลัมมีความหลงใหลและมีพลังวิเศษอย่างคาดไม่ถึงอีกด้วย … แหวนทองธรรมดาที่ลิขิตชะตาของมิดเดิ้ล-เอิร์ธอย่างที่บิลโบไม่ทันล่วงรู้ได้

เดอะ ฮอบบิท: การผจญภัยสุดคาดคิด

7.4 2012
เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์: อภินิหารแหวนครองพิภพ

ในมัชฌิมโลก ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ลอร์ดผู้หนึ่งได้รวบรวมพลังแห่งความชั่วร้ายทุกอย่างรอบตัวเขา โดยหวังว่าสักวันหนึ่งจะทำลายล้างอารยธรรมที่มีอยู่ทุกหนแห่งให้ราบคาบ เขายังขาดอีกเพียงสิ่งเดียวคือ แหวนวงหนึ่งที่หายไป ซึ่งหากได้กลับคืนมา เขาจะสามารถพลิกโลกให้กลับสู่ยุคมืดอีกครั้ง แต่โชคชะตาได้ลิขิตให้มีสิ่งมีชีวิตเพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่สามารถจะหาแหวนวงนี้ได้พบ ซึ่งผู้นั้นคือ ฮ็อบบิทหนุ่มที่ชื่อ โฟรโด แบ็กกินส์ เขาจะสามารถช่วยปกป้องให้อารยธรรมของโลกดำเนินสืบต่อไปได้หรือไม่?

เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์: อภินิหารแหวนครองพิภพ

8.4 2001
เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์: ศึกหอคอยคู่กู้พิภพ

สานต่อการผจญภัยของ โฟรโด้ แบ็กกินส์ (รับบทโดย เอไลจาห์ วู้ด) และผองเพื่อนเพื่อทำลายแหวนที่หายสาบสูญไปนานหลายศตวรรษ โดยพวกเขาวางแผนแยกกันเป็นสามกลุ่มเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ เริ่มตั้งแต่ โฟรโด และ แซม ผู้ต้องเผชิญหน้าภัยอันตรายต่าง ๆ ขณะเดินทางไปยังเมาท์ ดูม ตามมาด้วย เมอร์รี่ และ พิพพิน ผู้ต้องรับมือกับ ออร์ค และโน้มน้าวให้ ชาวเอนต์ มาร่วมมือสู้ศึกศัตรู รวมถึง อารากอร์น กิมลี และเลโกลัส ที่พบเข้ากับกองทัพ ซารุแมน ณ เฮล์มสดีพ

เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์: ศึกหอคอยคู่กู้พิภพ

8.4 2002
เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์: มหาสงครามชิงพิภพ

การเดินทาง ของ เหล่าพันธมิตรผู้กล้า แห่งวงแหวน กำลังจะถึงคราวสิ้นสุด พร้อมกับ กองกำลังทมิฬ แห่ง ดาร์คลอร์ด ซอรอน ที่ตราทัพ เข้าสู่ที่มั่นสุดท้าย ไมนาสติริธ ไม่มีครั้งใด ที่อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ จะต้องการ การกลับมาของราชันย์ มากกว่าครั้งนี้ แต่ความสงสัย ในโชตชะตา ของ อารากอร์น กลับเป็น สิ่งที่กีดกั้นหนทาง สู่ราชบัลลังก์

เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์: มหาสงครามชิงพิภพ

8.5 2003
เจ้าหญิงมนต์รักมหัศจรรย์

เมื่อเอลลาแห่งเฟรลได้รับพรจากนางฟ้าแม่ทูนหัว ให้เชื่อฟังทุกคำสั่ง โดยไม่มีข้อแม้ ด้วยความที่เธอต้องทำตามทุกคำสั่งที่ได้รับ ทำให้ดูเหมือนว่าชีวิตของเธอจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเธอเองเลย ชะตากรรมของเธอยิ่งเลวร้ายขึ้น เมื่อพ่อของเธอแต่งงานใหม่ ทำให้เธอได้แม่เลี้ยงและพี่เลี้ยงสองสาวใจโฉดเข้ามาอยู่ร่วมชายคาด้วยในตอนนี้ เธอรู้สึกมุ่งมั่น ที่จะทำลายคำสาปซึ่งพันธนาการเธอไว้ให้จงได้ เธอดั้นด้นเดินทางผ่านป่าที่อันตรายที่สุดและมืดดำที่สุดของอาณาจักร ที่ซึ่งเธอได้พบกับเอลฟ์เป็นเพื่อนร่วมเดินทางไปถึงปราสาทอันงดงามของพระราชาระหว่างทางเธอได้พบกับเจ้าชายหนุ่มรูปงาม และช่วยเหลือเขาด้วยรักแท้ของเธอแต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นเธอได้ค้นพบพลังของตัวเธอในการต่อสู้เพื่อสิ่งที่เธอต้องการในหัวใจเธอเอง.....

เจ้าหญิงมนต์รักมหัศจรรย์

6.5 2004
วอร์คราฟต์ กำเนิดศึกสองพิภพ

สำหรับเรื่องราวว่าด้วยการเผชิญหน้าของสองอารยธรรมอันแตกต่าง ระหว่างฝ่ายพันธมิตรและอนารยชน เมื่อ เผ่าพันธุ์ออร์ค ผู้รักสันติและวิถีธรรมชาติ ถูกล่อลวงหวังใช้ประโยชน์จาก Sargeras จอมปีศาจผู้หวังทำลายล้างเผ่าพันธุ์ที่ขัดขืนต่อการครอบงำจากพลังชั่วร้ายอย่าง เผ่าพันธุ์มนุษย์ใน Azeroth ที่แฝงไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์จากทวยเทพ การปะทะของกองทัพ The Horde กับ Azeroth จึงเริ่มขึ้น ฝ่ายมนุษย์ก็ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ขณะที่ฝ่ายออร์คก็ต้องฟาดฟัน เพื่อหนีพ้นจากการกดขี่… แต่ไม่ว่าจุดจบของเรื่องราวในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร บอกได้อย่างเดียวว่า นี่อาจเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไป… แต่ที่แน่ๆ แค่ตัวอย่างแรกที่ปล่อยออกมาสั้นๆ เพียง 16 วินาที ก็อาจทำเอาใครหลายคนเผลอหลุดเข้าไปในโลกของ Warcraft ได้อย่างง่ายๆ เพราะไม่ว่าจะบรรยากาศบ้านเมือง หรือฉากการปะทะกันของทั้งสองเผ่าพันธุ์ ก็เรียกได้ว่า “น่าตื้นเต้น ถึงรสถึงขิง” จนอาจทำเอาใครหลายคนอดใจรอแทบไม่ไหวกันได้!!!

วอร์คราฟต์ กำเนิดศึกสองพิภพ

6.4 2016