Verme na Alma
Allegory about man's relationship with power inspired by the imagination of the Paraíba poet Augusto dos Anjos.
Allegory about man's relationship with power inspired by the imagination of the Paraíba poet Augusto dos Anjos.
Allegory about man's relationship with power inspired by the imagination of the Paraíba poet Augusto dos Anjos.
Paulete, the star of a daring theater group, is visited by his military brother-in-law, the young Fininha. A torrid relationship arises between the two, and now the soldier must deal with the prevailing repression during the Brazilian military dictatorship.
นายพลอลาดีน (ซาชา บารอน โคเฮน) ผู้ปกครองจอมเผด็จการฝั่งแอฟริกาเหนือ เขาเป็นผู้นำสาธารณรัฐวาดิยาที่ซึ่งเขาไม่ยอมให้ประชาธิปไตยมากล้ำกราย มันไม่มีวันเกิดขึ้นได้ตราบใดที่เขายังคงเป็นผู้นำอยู่ แต่เมื่อถูกเรียกตัวให้ไปเข้าร่วมการประชุมกับสหประชาชาติที่สหรัฐอเมริกา อลาดีนไม่รู้ว่าชีวิตและประเทศของเขาต้องกลับตาลปัตร อลาดีนถูกลักพาตัวและถูกโกนหนวดเคราจนไม่มีใครจำได้ไม่มีใครเชื่อว่าเขาคือผู้นำประเทศ เขาจึงกลายเป็นคนเร่ร่อนในถิ่นต่างแดนแต่อลาดีนได้รับความช่วยเหลือจาก โซอี (แอนนา ฟาริส) หญิงนักต่อสู้เคลื่อนไหวเพื่อสังคม เธอเสนองานและที่พักให้เขา ซึ่งเขาเองก็ไม่มีทางเลือกที่จะปฏิเสธเพราะเขาไม่ใช่นายพลอลาดีนคนเดิมที่ใครๆรู้จักอีกต่อไป แต่ในระหว่างที่อยู่อเมริกาอลาดีนพยายามสืบต้นตอว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังแล้วเขาก็ค้นพบว่าคนนั้นคือทาเมีย (เบน คิงสลีย์) ลุงผู้ไม่น่าไว้ใจของเขานั่นเอง งานนี้อลาดีนต้องทำทุกวิถีทางเพื่อยึดอำนาจคืนมาจากลุงให้ได้
ผลงานนี้ถ่ายทอดเรื่องราวความรักอันกล้าหาญและความสัมพันธ์อันซับซ้อน ระหว่างตำนานแห่งแวดวงดนตรี เลนเนิร์ด เบิร์นสไตน์และเฟลิเซีย มอนเตอาเลเกร โคห์น เบิร์นสไตน์
Eldorado, a fictitious country in America, is sparkling with the internal struggle for political power. In the eye of this social convulsion, the jaded journalist Paulo Martins opposes two equally corrupt political candidates: a pseudopopulist and a conservative. In this context, Paulo is torn between the madness of the elite and the blind submission of the masses. But, in this complex tropical reality, nothing really is what it seems to be.
Afro-Brazilian poet and politician, the legendary Carlos Marighella. Driven to fight against the erosion of civil and human rights following the CIA-backed military coup of 1964 and the brutal, racist right-wing dictatorship that followed, the revolutionary leaves behind his wife and son to take up arms, becoming a notorious enemy to the power structure.
จอห์น เพรสตัน (คริสเตียน เบล) เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล ที่เชื่อมั่นในระบบการปกครองของรัฐที่ปิดกั้นเสรีภาพทางความรู้สึก โดยพลเมืองทุกคนต้องบริโภคยาโพรเซียม เป็นยาที่จะหยุดความรู้สึกอันจะนำมาซึ่งความสงบสุขบนโลก เขาได้รับมอบหมายให้ออกตามหาและจัดการลงโทษผู้ไม่ยอมบริโภคยาตัวนี้ด้วยความตาย แต่ทุกอย่างต้องมีอันเปลี่ยนไปเมื่อ จอห์นลืมบริโภคยาโพรเซียมทำให้เขาได้สัมผัสโลกใบใหม่ โลกที่เขาไม่อาจหันหลังกลับไปทางเดิมได้อีก
เซอร์จิโอ วิเอรา เดอ เมลโล ทูตสหประชาชาติต้องเผชิญกับสถานการณ์ชี้เป็นชี้ตายที่ท้าทายความรัก ความฝัน อุดมการณ์และความจริงอันขมขื่นในอิรัก
ความสัมพันธ์ของแกเบรียลและจูเลียลึกซึ้งยิ่งขึ้น แต่พวกเขาก็ต้องเผชิญกับบททดสอบที่ยากลำบากยิ่งขึ้น ทั้งจากผู้คนที่พยายามเข้ามาแทรกแซงและจากความจริงที่ซ่อนเร้น การเดินทางของพวกเขาเต็มไปด้วยความรัก ความหลงใหล และความเจ็บปวด เพื่อค้นหาความหมายที่แท้จริงของการให้อภัยและการไถ่บาป
In 1925, Gabriela, a poor, uneducated, yet charming woman becomes cook, mistress, and then wife of Nacib, a bar owner in Ilhéus, a small Brazilian coastal town run by the local colonels.
บัลราม ฮาลไว (อาดาร์ช กอราฟ) เล่าเรื่องราวชีวิตอันยิ่งใหญ่แกมตลกร้ายจากเด็กบ้านนอกจนๆ คนหนึ่งจนกลายมาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในประเทศอินเดียยุคปัจจุบัน หนุ่มเจ้าเล่ห์แสนทะเยอทะยานคนนี้หาทางเข้าไปเป็นคนขับรถให้กับอโชก (ราจคุมมาร์ ราว) และพิงกี้ (ปริยังกา โจปรา โจนัส) ที่เพิ่งกลับมาจากอเมริกา สังคมสอนบัลรามอย่างหนึ่ง นั่นคือการเป็นคนรับใช้ และเขาก็ทำได้ดีจนกลายเป็นคนรับใช้คนโปรดของเจ้านายที่รวยล้นฟ้า แต่หลังจากโดนหักหลังในคืนหนึ่ง เขาจึงตาสว่างและได้รู้ว่าทั้งคู่จะยอมทำทุกทางให้เขาตกหลุมพรางและตัวเองเอาตัวรอดไปได้ บัลรามที่กำลังจะสูญเสียทุกอย่างในชีวิตลุกขึ้นมาต่อสู้ระบบที่คดโกงและเหลื่อมล้ำจนก้าวขึ้นมาเป็นเจ้านายพันธุ์ใหม่ ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากนิยายขายดีติดอันดับนิวยอร์กไทม์สและได้รับรางวัล Man Booker Prize ประจำปี 2008