กู๊ดมอร์นิ่ง เวียตนาม
"The wrong man. In the wrong place. At the right time."
A disk jockey goes to Vietnam to work for the Armed Forces Radio Service. While he becomes popular among the troops, his superiors disapprove of his humor.
"The wrong man. In the wrong place. At the right time."
A disk jockey goes to Vietnam to work for the Armed Forces Radio Service. While he becomes popular among the troops, his superiors disapprove of his humor.
โรบิน วิลเลียมส์
Adrian Cronauer
ฟอเรสต์ วิตเทกเกอร์
Edward Garlick
Tom T. Tran
Tuan
จินตหรา สุขพัฒน์
Trinh
Bruno Kirby
Lt. Steven Hauk
Robert Wuhl
Marty Lee Dreiwitz
J.T. Walsh
Sgt. Major Dickerson
Noble Willingham
Gen. Taylor
Richard Edson
Pvt. Abersold
A disk jockey goes to Vietnam to work for the Armed Forces Radio Service. While he becomes popular among the troops, his superiors disapprove of his humor.
Good, if a little underwhelming. Robin Williams (Adrian) is in strong form, while it's amusing to see a less experienced Forest Whitaker (Edward) in a rather dorky role. 'Good Morning, Vietnam' all makes for satisfactory viewing thanks to Mr. Williams' humour, even if I didn't have a great deal of interest in the plot et al.
**_An unseen side of the Vietnam War_** Airman Adrian Cronauer (Robin Williams) is a DJ in Saigon, 1965. While Cronauer is a hit with the troops he incurs the wrath of his superiors for what they consider irreverent and subversive tendencies. When he's off the air, Cronauer pursues a cute Vietnamese woman (Chintara Sukapatana) while befriending her brother (Tung Thanh Tran). Forest Whitaker plays Cronauer's friend at the station while J.T. Walsh and Bruno Kirby play his nemeses. Based on the real-life story, "Good Morning, Vietnam" (1987) came out when Vietnam films were popular. While categorized as a war comedy, it's more of a war drama with amusing touches, mostly due to Williams' antics. It was a box office hit when released and hailed by critics. Roger Ebert, for instance, gave it a perfect rating. I didn't see it until a couple of nights ago, far removed from the hoopla of the period, and found it decent and somewhat amusing, but a tad overrated. Nevertheless, there's an unexpected twist in the third act and the movie is a necessary companion-piece to movies like "Platoon" (1986) in that it provides the non-grunt, political side of the infamous conflict. For instance, the story takes place just _before_ the troop levels were beefed up to 385,000 in 1966, which would escalate to 536,000 by 1968. The film runs 2 hours, 1 minute, and was shot in Thailand. GRADE: B-
ชิคกี้อยากเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ ที่ไปรบในสงครามเวียดนาม เขาจึงคิดแผนหลุดโลกเป็นการเอาเบียร์อเมริกันไปให้เพื่อน เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการเดินทางด้วยความตั้งใจดี แต่กลับเปลี่ยนชีวิตและมุมมองของชิคกี้ไปอย่างรวดเร็ว
ผู้กำกับสแตนลีย์ คูบริก ฉีกเปลือกสงครามออกเผยให้เห็นถึงผลกระทบอันไร้มนุษยธรรมของกองทัพที่มีต่อผู้คนที่ถูกบดขยี้ด้วยเครื่องบดเนื้อทางอารมณ์ใน Full Metal Jacket ผ่านมุมมองของทหารหนุ่มวัย 18 ปี ตั้งแต่วันแรกที่เขาอยู่ในค่ายฝึกนาวิกโยธินที่ดูเหมือนนรก ขณะที่ผู้บังคับบัญชาพยายามปลดเปลื้องความเป็นตัวเขาและสร้างเขาขึ้นมาใหม่ในฐานะนาวิกโยธิน ไปจนถึงนรกของการรุกในวันตรุษเต๊ตปี 1968 คูบริกเผยให้เห็นถึงความเสียหายที่สงครามได้ทำลายจิตวิญญาณมนุษย์โดยรวม ดัดแปลงจากนวนิยายเรื่อง The Short-Timers ของกุสตาฟ แฮสฟอร์ด
ภาพยนตร์เสียดสีสงครามตลกร้าย รางวัลออสการ์ ปี 1971 เรื่องราวของสองศัลยแพทย์หนุ่มอเมริกันท่ามกลางสมรภูมิรบเกาหลีที่เกิดขึ้น ถึงแม้จะมีแต่ความตึงเครียด แต่ในบางครั้งมันก็กลายเป็นเรื่องตลกไปได้เหมือนกัน เมื่อสองศัลยแพทย์หนุ่มไม่แคร์ระเบียบและทำทุกอย่างให้เป็นเรื่องฮา
ว่าด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวกับชายสองคนเป็นเพื่อนรัก ที่มีความผูกคอยช่วยเหลือกันและกัน ทั้งคู่ต่างมีความฝันและความมุ่งมั่นเหมือนกัน แต่แล้วสิ่งที่พวกเขาได้รับกลับเป็นความเจ็บปวดแทน
พลทหารใหม่ คริส ได้ถูกส่งมาประจำการ… ที่หน่วยรบ กองร้อยบราโว ทหารราบที่ 25 เดือนกันยายน 1967 ร่วมรบในสงครามเวียตนามใกล้ชายแดนเขมร ตลอดเส้นทางถูกพวกเวียดกงซุ่มโจมตีบ่อยครั้งทำให้ทหารบาดเจ็บล้มตายมากขึ้น สร้างความกดดันให้กับสิบเอกบาร์นถึงกับทำร้าย ชาวบ้าน สตรี เด็ก ที่บริสุทธ์ และ เผาทำลายบ้านคิดว่าเป็นสายให้พวกเวียดกง แน่นอนสร้างความไม่พอใจให้กับสิบเอกอีเลียตเข้าห้ามปรามตบด้วยพานท้ายปืนจน บาร์นบาดเจ็บถึงกับคำรามด้วยความแค้นว่าอีเลียต
บ๊อบ วิลตัน นักข่าวหนุ่มในอิรักที่กำลังตามล่าหาข้าวชิ้นใหญ่ที่สุด จนในที่สุดก็ได้พบกับ ลินน์ แคสซิดี้ นายทหารปริศนาที่อ้างว่าเคยเป็นส่วนหนึ่งในการทดลองลับของกองทัพสหรัฐ ซึ่งแอบพัฒนาหน่วยทหารที่สามารถใช้พลังจิตมากว่า 20 ปี!
หนุ่มบ้านนอกที่ถูกเกณฑ์ไปรบที่เวียดนามได้ผจญภัยครั้งใหญ่เมื่อต้องพบกับกลุ่มฮิปปี้สุดเซอร์และเขาก็ได้เห็นความจริงเกี่ยวกับด้านมืดของชนชั้น ชาติพันธุ์ และชีวิตคนเมืองในภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากละครบรอดเวย์
Paralyzed in the Vietnam war, Ron Kovic becomes an anti-war and pro-human rights political activist after feeling betrayed by the country he fought for.
เขียนและกำกับโดยฟรานซิส คอปโปลา และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์แปดสาขา ภาพยนตร์มหากาพย์สงครามเวียดนามที่คลาสสิกและดึงดูดใจนี้เป็นเรื่องราวของร้อยเอกที่ได้รับภารกิจสังหารพันเอกเสียสติที่ก่ออาชญากรรม
เพพเพอร์ ฟลินท์ บัสบี (เจคอบ ซัลวาที) ที่เกิดมาตัวเล็กมากๆ จนใครต่อใครในเมืองก็บอกว่าเด็กน้อยเกิดมาเป็นคนแคระ แต่พ่อของเขาไม่เชื่อแบบนั้น พ่อเรียกเพพเพอร์ว่า ลิตเติ้ล บอย เมื่ออายุได้ 7 ขวบ สหรัฐอเมริกาประกาศสงครามกับญี่ปุ่น พ่อของเพพเพอร์ถูกเกณฑ์ ไปร่วมรบในสมรภูมิสงครามโลกครั้งที่ 2 ข่าวลือกันว่า ใครที่ไปร่วมรบจะไม่มีวันได้กลับมา เพพเพอร์กระวนกระวายใจว่าคนที่เขารักมากที่สุดในโลกจะหายสาบสูญไปตลอดกาล ... วันหนึ่งเพพเพอร์ได้บังเอิญไปเห็นข้อความในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดมัสตาร์ดเมล็ดหนึ่ง ท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า `จงเลื่อนจากที่นี่ไปที่โน่น' มันก็จะเลื่อน และไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้สำหรับท่านเลย เพพเพอร์จึงบอกตัวว่า จะต้องเชื่อว่าพ่อจะต้องกลับมา แต่พ่อก็ยังไม่กลับมา..